คำพ่อสอน

บทนำ
       การจัดการศึกษาในปัจจุบันนี้ เน้นในเรื่องความรู้คู่คุณธรรมควบคู่กันมา นอกจากจะเป็นการเรียนด้านวิชาการ กิจกรรมต่า งๆ ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ยังต้องสอดแทรกคุณธรรมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กในวันนี้ดำเนินชีวิตทุกด้านและบูรณาการ สู่การพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ได้   และเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะปรับพฤติกรรมทั้งเด็ก ผู้ปกครอง คนทั่วไป ให้ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเป็นสุข  และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมไม่มากก็น้อย


คุณธรรมทั้ง ๑๒ ประการนี้ ถ้าเราสามารถจดจำ เข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ จะเป็นประโยชน์และเป็นมงคลกับชีวิต

ที่มา : ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
http://www.moralcenter.or.th/web/moral/th/home/index.php

โรงเรียนวิถีพุทธ
ความหมายของโรงเรียนวิถีพุทธ 
       โรงเรียนวิถีพุทธ หมายถึง โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการบริหารและการพัฒนาผู้เรียนโดยรวม ของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขาอย่างบูรณาการ ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้พัฒนาการกิน อยู่ ดู ฟัง ให้เป็น โดยผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรม แสวงปัญญาและมีวัฒนธรรมเมตตาเป็นฐานการดำเนินชีวิต ดร.สิริกร  มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้ให้กรอบความคิดและการปฏิบัติไว้ดังนี้ วิถีพุทธ เป็นวิถีวัฒนธรรมของชาวไทยส่วนใหญ่แต่เดิมมา พุทธธรรมมุ่งเน้นให้ผู้ศึกษาเข้าใจชวิตแท้จริง และสามารถดำเนินชีวิต(กิน อยู่ ดู ฟัง)ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
        พุทธธรรมมีระบบการศึกษา 3 ประการคือ ไตรสิกขา หรือศีล  สมาธิ  ปัญญา  ซึ่งเป็นการฝึกอบรม ที่ครอบคลุมการ ดำเนินชีวิตทุกด้านและบูรณาการ สู่การพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ได้

ความสำคัญและความเป็นมาของโรงเรียนวิถีพุทธ 
      พุทธธรรมหรือพุทธศาสตร์เป็นองค์ความรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้ศึกษาเข้าใจธรรมชาติของโลกและชีวิตที่แท้จริง และฝึกให้ผู้ศึกษาสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ตั้งแต่ระดับการดำเนินชีวิตประจำ วันของคนทั่วไป คือการกิน อยู่ ดู ฟัง จนถึงระดับการดำเนินชีวิตของนักบวชผู้มุ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ และในทุกระดับ ยังผลให้ผู้ศึกษาเองมีความสุขพร้อม ๆ กับช่วยให้คนรอบข้างและสังคมมีความสุขพร้อมกันไปด้วยอย่างชัดเจน    พุทธธรรมมีกรอบการพัฒนาหลัก เป็นระบบการศึกษา 3 ประการ เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล (อธิสีลสิกขา) สมาธิ  (อธิจิตตสิกขา) ปัญญา (อธิปัญญาสิกขา)  ซึ่งเป็นการฝึกหัด อบรม เพื่อพัฒนากาย ความประพฤติ จิตใจ และปัญญา ไตรสิกขานี้เป็นการศึกษาที่ครอบคลุมการดำเนินชีวิตทุกด้านและทุกวัย อีกทั้งมีความง่ายยาก ตั้งแต่เรื่องเบื้องต้นทั้งของเด็กและผู้ใหญ่จนถึงเรื่องที่ละเอียด ซับซ้อนที่ยากจะหาองค์ความรู้อื่นใดมาเทียบได้
      การศึกษาของกุลบุตรกุลธิดาและผู้ใหญ่ทั้งหลายในอดีตอันยาวนานของไทย มีฐานจากการใช้พุทธธรรมมาอบรมสั่งสอนแต่อาจไม่มีระบบของการศึกษาบังคับ อย่างในยุคปัจจุบัน แม้ในปัจจุบันจะมีการศึกษาภาคบังคับแก่คนส่วนใหญ่ แต่ก็มิได้นำเอาพุทธธรรมมาเป็นฐานของการศึกษา   แต่นำระบบและองค์ความรู้ ตามโลกนิยมโดยมีฐานจากประเทศตะวันตกมาเป็นแกนในการจัดการศึกษา ทำให้พุทธธรรมเริ่มห่างเหินจากชีวิตของคนไทยยุคปัจจุบันมากขึ้นมากขึ้น  ซึ่งเป็นที่น่า เสียดายในความล้ำค่าของพุทธธรรม และจากการที่เป็นฐานของวัฒนธรรมไทยมาแต่อดีต ด้วยคุณค่าอันอนันต์ขององค์ความรู้ในพุทธธรรม และระบบไตรสิกขา ที่ชัดเจนในการศึกษาพัฒนาผู้เรียนทุกวัย  
       กระทรวงศึกษาธิการจึงมีแนวความคิดที่จะส่งเสริมให้สถานศึกษานำระบบของพุทธธรรมมาประยุกต์จัดกับระบบการเรียนการสอนในสถานศึกษาปัจจุบัน เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติกำหนด ที่มีคุณสมบัติของการเป็นคนที่ดี  เก่ง  มีความสุขอย่างแท้จริง อันเป็นเป้าหมายแท้ของพุทธธรรมอยู่แล้วให้มีความชัดเจนขึ้น โดยผ่านการดำเนินงานของ“โรงเรียนวิถีพุทธ” อันจะเป็นตัวอย่างที่จะขยายผล สู่การพัฒนาในโรงเรียนอื่นๆ ในวงกว้างต่อไป

รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ
       โรงเรียนวิถีพุทธเป็นสถานศึกษาในระบบปกติที่นำหลักพุทธธรรมหรือองค์ความรู้ที่เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษา ของสถานศึกษานั้น  โดยมีจุดเน้นที่สำคัญ คือการนำหลักธรรมมาใช้ในระบบการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา ซึ่งอาจเป็นการเรียนการสอนในภาพ รวมของหลักสูตรสถานศึกษา หรือการจัดเป็นระบบวิถีชีวิตในสถานศึกษาของผู้เรียนส่วนใหญ่ โดยนำไป สู่จุดเน้นของการพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถ กิน อยู่ ดู ฟังเป็น คือใช้ปัญญาและเกิดประโยชน์แท้จริงต่อชีวิต และการจัดดำเนินการของสถานศึกษาจะแสดงถึง การจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เป็นกัลยาณมิตร เอื้อในการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ด้วยวิถีวัฒนธรรมแสวงปัญญา ทั้งนี้การพัฒนาผู้เรียนดังกล่าวจัดผ่านระบบไตรสิกขา  ที่ผู้เรียนได้ศึกษาปฏิบัติอบรมทั้ง
ศีล หรือพฤติกรรมหรือวินัยในการดำเนินชีวิตที่ดีงามสำหรับตนและสังคม สมาธิหรือด้านการพัฒนาจิตใจที่มีคุณภาพ มีสมรรถภาพ มีจิตใจที่ตั้งมั่นเข้มแข็ง   และสงบสุข    ปัญญา ที่มีความรู้ที่ถูกต้องมีศักยภาพในการคิด การแก้ปัญหาที่เหมาะสม (โยนิโมนสิการ) โดยมีครูและผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกัลยาณมิตรสำคัญ ที่รักและปรารถนาดี ที่จะพัฒนาผู้เรียนอย่างดีที่สุดด้วยความเพียรพยายาม ระบบพัฒนาผู้เรียนด้วยไตรสิกขา 

หลักการจัดวิถีพุทธสู่วิถีการเรียนรู้

    1.  บูรณาการพุทธธรรม สู่การจัดการเรียนรู้ และการปฏิบัติจริงที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อนำสู่การรู้ เข้าใจ ความจริง
    2.  จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในทุกสถานการณ์ ทุกสถานที่ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
    3.  ประสานความร่วมมือ วัด/คณะสงฆ์ และชุมชน ในการจัดการเรียนรู้

หลักธรรมสำคัญสู่การจัดการเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ

    1.  ไตรสิกขา
    2.  กัลยาณมิตตตา
    3.  ปรโตโฆสะ และ โยนิโสมนสิการ

หลักทำแนวการจัดการเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธประกอบด้วย
    1.  หลักสูตรสถานศึกษา
         1.1     สอดแทรก เพิ่มเติม พุทธธรรมในวิสัยทัศน์ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน
         1.2     เพิ่มเติม คุณธรรม จริยธรรม ในผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
         1.3     ให้มีการบูรณาการพุทธธรรมในการจัดหน่วยการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระ
         1.4     สอดแทรก ความรู้ และการปฏิบัติจริงในการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และสถานการณ์อื่น ๆ นอกห้องเรียน ได้แก่ บูรณาการในการเรียนรู้ บูรณาการในวิถีชีวิต และบูรณาการไตรสิกขาเข้าในชีวิตประจำวัน
     2.  ผู้สอน
          2.1     เป็นตัวอย่างที่ดีในลักษณะ “สอนให้รู้ ให้ทำดู อยู่ให้เห็น” อย่างสม่ำเสมอ
          2.2     เป็นกัลยาณมิตรของผู้เรียน มีเมตตาธรรม ความอ่อนโยน อดทน อดกลั้นและสร้างเสริมกำลังใจแก่ผู้เรียนอยู่เสมอ
     3.  กระบวนการเรียนรู้ 
         3.1     พัฒนาผู้เรียนรอบด้าน สมดุล สมบูรณ์ ทั้งกาย (กายภาวนา) ความประพฤติ (ศีล ภาวนา) จิตใจ (จิตภาวนา) ปัญญา (ปัญญาภาวนา)
         3.2     จัดโอกาสส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และปฏิบัติธรรมอย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิต (กิน อยู่ ดู ฟัง)
         3.3     สร้างเสริมให้เกิดวัฒนธรรมแสวงปัญญาและวัฒนธรรมเมตตา 
         3.4     เน้นให้เกิดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ เข้าใจและค้นพบคุณค่าแท้ของสรรพสิ่ง

ผู้บริหาร
         1.  เป็นคนดีมีหลักประจำใจ มีความคิดดี ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และต้องแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
         2.  มีคุณธรรมโดยยึดหลัก
              2.1     พรหมวิหารสี่
                        พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่  พรหมวิหารเป็นหลักธรรม สำหรับทุกคนเป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วย ให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่
                         -    เมตตา ความปราถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุข เกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น  ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น
                         -    กรุณา ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิด ความไม่สบายกายไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัย หลายประการด้วยกัน
                         -    มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง   ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้น เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เช่น เห็นเพื่อนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วครูชมเชยก็เกิดความริษยาจึงแกล้งเอาเศษชอล์ก โคลน หรือหมึกไปป้ายตามเสื้อกางเกงของ เพื่อนนักเรียนคนนั้นให้สกปรกเลอะเทอะ เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้  เป็นคนที่มีมุทิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง
                        -   อุเบกขา การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบ สนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
               2.2     สังคหวัตถุสี่
                         หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
                        -    ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ ได้ฝ่ายเดียว  คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว เราควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้
                      -    ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูด หยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะ สำหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรง ให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น จะต้องพูดโดยยึดถือ หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
                     -    อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น       
                     -    สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย                                                                           
                    คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย
        3.  มีความรู้ ความคิดและความสามารถดี
        4.  มีความเป็นประชาธิปไตย

ผู้สอน
         ครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมมีความ เป็นกัลยาณมิตรต่อเด็ก ตั้งใจสอนด้วยความมุ่งหวัง ที่จะให้ศิษย์เป็นคนที่มีคุณธรรมของสังคม ครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ดี ปฏิบัติได้จริง และมีวิธีสอน หลายๆแบบที่ สามารถเร้าใจให้เด็กสนใจได้เป็นอย่างดี (สมนึก พวงพวา, 2521 : 84)
ลักษณะครูผู้สอนที่ควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (แสง จันทร์งาม, 2526 : 24-30)
      1.  มีความกรุณาเป็นพื้นฐานของจิตใจ การสอนนั้นมุ่งให้ผู้เรียนพ้นจากความทุกข์ ไม่หวังผลสิ่งใดตอบแทน
      2.  ไม่ถือตัว ไม่หยิ่งยโสไม่ถือยศถือศักดิ์
      3.  มีความอดทนใจเย็น
      4. มีความยุติธรรม ไม่เห็นแก่หน้า ไม่เข้าข้างผู้เรียนบางคน หรือชอบผู้เรียนบางคน     
      5. มีความรอบคอบ พิจารณาถี่ถ้วน ไม่ตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น
      6. มีความประพฤติน่าเคารพบูชา เป็นแบบอย่างที่ดีทางความประพฤติครู จะต้องเป็นผู้แนะและผู้นำจะต้องปฏิบัติในสิ่งที่ตนเองสอน
      7. รู้จักระดับสติปัญญาของผู้เรียน และปรับปรุงวิธีการสอนของตนให้เหมาะสม กับผู้เรียนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม
       นอกจากนี้หลักที่สำคัญอีกประการคือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์  การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีย่อมต้องมีจิตใจที่เอื้อต่อกัน  ศิษย์ย่อมมีศรัทธาต่อครูซึ่งเขาได้ประจักษ์แล้วว่ามีความเมตตากรุณา เป็น ผู้ชี้แนะและช่วยเหลือเขาได้ทั้งในทางวิชาการและการดำเนินชีวิต เขามีความรู้สึกสบายใจในการที่จะเข้าไปหาสนทนาปรึกษาได้ นั่นคือครูเป็นที่พึ่งของศิษย์ได้อย่างแท้จริง เพราะครูสอนศิษย์ด้วยความรักและความรู้ (กรุณาและปัญญา) ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า ศิษย์ย่อมเกิดศรัทธา  เมื่อได้ตระหนักว่าครูเป็นผู้มีความสามารถและปฏิบัติในสิ่งที่ตนรู้ได้จริง  ครูจึงต้องหมั่นแสวงหาความรู้และฝึกฝนตนเองให้ประจักษ์แจ้ง และรู้แจ้งในสิ่งที่ตนสอน ทำให้สามารถสอนได้ลึกซึ้งกว้างขวาง มีสาระประโยชน์ ที่เหมาะสมกับวัยและความสนใจ

ผู้เรียน
       ผู้เรียน ต้องเป็นพหูสูต และมีอิทธิบาท 4 ซึ่งคุณสมบัติของผู้เป็น พหูสูตมี 5 ประการ ดังนี้ (สุมน อมรวิวัฒน์, 2528 : 96)
       1.  พหุสสุตา           ฟังมาก
       2.  ธตา                  จำได้ คือจับหลักหรือสาระได้
       3.  วจสาปริจิตา      คล่องปาก คือท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสอแคล่วคล่องจัดเจน
       4. มนสานุเปกขิตา  เพ่งใจขึ้น นึกคิดพิจารณาจนเจนใจนึกครั้งใดก็ปรากฏให้เห็นสว่างชัด
       5. ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา  ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือแทงตลอดดีด้วยทิฎฐิยา คือมีความเข้าใจลึกซึ้ง มองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในส่วนเนื้อความ และเหตุผล
          อิทธิบาท 4 คือ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ได้แก่
            1.  ฉันทะ    พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
            2.  วิริยะ      เพียรประกอบสิ่งนั้น
            3.  จิตตะ     เอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
           4.  วิมังสา    หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น
      คุณธรรม 4 อย่างนี้บริบูรณ์แล้ว อาจชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งต้องประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัย (กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, 2527 : 36)

                   
                  กลับด้านบน      

51/1 โรงเรียนวัดสามัคคีธรรม (หนู-บุตรอุปถัมภ์) ถนนลาดพร้าว  ซอย 80 แยก 14  แขวง/เขต  วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร  10310 โทร :  02-5142807